×
หน้าหลัก > ข่าวและประกาศ
บทความ : ข่าวและประกาศ
แสดง รายการ

     คนบ่นไม่ได้ใช้ คนใช้ไม่เคยบ่น! เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับสิ่งของหลาย ๆ อย่างนะครับ โดยเฉพาะในยุคโซเชียลมีเดียแบบนี้ เรื่องของ “รถ EV” คือหนึ่งในนั้น ยิ่งเมื่อมีข่าวในเชิงลบออกมาทีไร โลกโซเชียลก็จะกระหน่ำทันที จนทำให้หลายคนอดสงสัยไม่ได้ว่า หากซื้อรถ EV มาใช้งานครบ 8 ปี เมื่อหมดประกันแบตเตอรี่ แล้วจะอย่างไรต่อ?

 

บางคนบอกว่าเมื่อใช้รถไฟฟ้าครบ 8-10 ปี หากแบตเตอรี่เสื่อมหรือพัง รถคันนั้นอาจจะไม่ต่างกับเศษเหล็ก หรือต้องเปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่ราคาไม่ต่างกับการซื้อรถใหม่ได้เกือบ 1 คัน แท้จริงแล้วมันเลวร้ายขนาดนั้นเชียวหรือ! เอาจริง ๆ คำตอบในอีก 8 ปีข้างหน้า ถ้าพูดตอนนี้คงไม่มีใครรู้แน่นอนครับว่าถึงตอนนั้นสถานการณ์ EV จะเป็นอย่างไร

 

หลังจากที่ผมมีโอกาสได้ทดลองขับรถ EV แบบใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน ยอมรับครับว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้ามันดีมาก ไม่ว่าจะขับทางไกลหรือในเมือง ช่วยประหยัดได้จริง อัตราเร่งก็ดี ต้องยอมรับว่าแม้ EV จะมีคอนเซปต์รักษ์โลก แต่คนที่ซื้อรถไฟฟ้ามาขับ เขามองเรื่องความประหยัดมาเป็นอันดับแรกกันทั้งนั้น ซึ่งมันตอบโจทย์ได้ในทันที

 

มีพรรคพวกถามผมเข้ามาว่า หากวันนี้ในงบเท่า ๆ กัน ควรจะเลือกซื้อ EV หรือรถเครื่องยนต์สันดาป หรือไฮบริดดี และราคาขายต่อ EV ในอนาคตจะหล่นฮวบจริงหรือไม่ บอกเลยว่ามันคือคำถามที่ตอบยากกกก! เพราะหากจะเปรียบเทียบกันจริง ๆ ระหว่างรถไฟฟ้ากับรถใช้น้ำมันเชื้อเพลิง มันยังมีปัจจัยอื่นที่เกี่ยวข้องอีกมากมายครับ

 

จากประสบการณ์ที่ได้คุยกับคนที่ซื้อรถไฟฟ้ามาขับ ทุกคนไม่เคยบ่นและไม่เคยคิดถึงเรื่องการขายต่อใน 8-10 ปีข้างหน้า มีแต่บอกว่าคิดว่าจะไม่กลับไปใช้รถน้ำมันอีกแล้ว ส่วนบางคนที่มีทุนทรัพย์เพียงพอก็ซื้อ EV มาขับเพิ่มอีกคันก็มี (อันนี้ก็ไม่ว่ากัน) ในที่นี้ขอพูดถึง EV ที่คนส่วนใหญ่ของประเทศใช้กันในระดับไม่เกิน 1 ล้านบาทก็แล้วกันนะครับ

 

รถ EV ระดับไม่เกินล้านที่ทำตลาดในบ้านเราตอนนี้มี ORA Good Cat, MG4, MG ES, MG ZS EV, BYD ATTO3 และ BYD Dolphin ส่วนรถเครื่องยนต์สันดาป จะมีตั้งแต่อีโค คาร์ ไปจนถึงรถซี-เซ็กเมนต์ อย่าง Toyota Altis, Honda Civic และ Mazda 3 รวมถึงรถอเนกประสงค์ก็มีหลายรุ่น อาทิ Corolla Cross, Veloz, CX-30 และ Mitsubishi Xpander

 

การเปรียบเทียบเรื่องความประหยัดคุ้มค่า โดยมีโจทย์คือซื้อตอนนี้แล้วขายต่อในปีที่ 8 แน่นอนว่าราคาเติมน้ำมันจะแพงกว่าราคาชาร์จไฟราว 5 เท่า ยกตัวอย่าง รถยนต์เครื่องสันดาปที่กินน้ำมันราว 15 กิโลเมตรต่อลิตร จะเสียค่าน้ำมันกิโลเมตรละ 2.60 บาท ส่วน EV ที่ผมได้ทดสอบมา จะเสียค่าชาร์จไฟกิโลเมตรละ 0.50-0.60 บาท

 

ส่วนราคาขายต่อรถเครื่องยนต์สันดาปค่ายดัง อย่าง Altis และ Civic เชื่อว่าในอีก 8 ปีข้างหน้าราคาก็ยังไม่ตกมาก หากยึดมาตรฐานราคาปัจจุบัน จากป้ายแดง 1 ล้านบาท ราคาขายต่อระดับ 4-5 แสนบาทน่าจะต้องมี ส่วน EV ตอนนี้ยังเป็นเครื่องหมายคำถามอยู่ และนี่ล่ะครับ ผมบอกว่ายังมีปัจจัยจัยอื่น ๆ ที่จะมีผลต่อราคามือสองในอนาคต

 

หนึ่งในปัจจัยสำคัญในอีก 8 ปีข้างหน้า คือ การพัฒนาแบตเตอรี่ เมื่อถึงตอนนั้นอาจจะถูกลงมาก็ได้ อย่างแบตเตอรี่ของ BYD ที่เรเว่ ออโตโมทีฟ เปิดเผยออกมาว่ารุ่นสแตนดาร์ดอยู่ที่ 528,730 บาท ในอีก 8 ปีข้างหน้า ราคาจะอยู่ที่เท่าไร ซึ่งคาดว่าราคา EV มือสองจะผันตามราคาแบตเตอรี่ ณ ตอนนั้นแน่นอน

 

แต่ครับแต่! มาถึงตรงนี้อย่าเข้าใจผิดว่าแบตเตอรี่รถ EV เมื่อหมดประกันมันจะพังแล้วต้องเปลี่ยนใหม่อย่างเดียวนะครับ ในความเป็นจริง แบตเตอรี่ในรถคันนั้นก็ยังสามารถใช้งานต่อไปได้เรื่อย ๆ เพียงแต่ว่าประสิทธิภาพจะลดลง อาทิ จากรถป้ายแดง ชาร์จเต็ม 1 ครั้ง วิ่งได้ 400 km แต่เมื่อประสิทธิภาพของแบตลดลง ก็อาจวิ่งได้ 300-350 km ประมาณนั้นครับ

 

     ฉะนั้น หัวข้อที่ผมพาดหัวไว้ “ใช้รถ EV ครบ 8 ปี แล้วไงต่อ” คำตอบก็คือยังใช้งานต่อไปได้เรื่อย ๆ ครับ ขึ้นอยู่ว่าแบตฯ จะเสื่อมมากหรือน้อยเท่านั้น แต่จะคุ้มกว่ารถสันดาปไหมอยู่ที่การใช้งานครับ ถ้าขับเยอะก็น่าจะคุ้มจนลืมประเด็นขายต่อไปได้เลย ส่วนใครที่ใช้รถสันดาปก็วางใจเรื่องราคาขายต่อได้เลย เพราะถึงวันนั้นสัดส่วนก็ยังมากกว่ารถ EV อยู่ดีครับ

 

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com

.

.

.

.

_____________________________________

เราคือตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ

เทอร์โบแท้

IHI TURBO 🇯🇵

GARRETT 🇺🇸

MITSUBISHI TURBOCHARGER 🇯🇵

ซื้อกับเราได้สินค้าแท้100%

คุ้มค่ากว่า ใช้งานได้ในระยะยาว

สบายใจกว่า เทอร์โบแท้รับประกันสินค้ายาวนาน

บริการหลังการขายที่ยอดเยี่ยม

โดยทีมงานมืออาชีพ ผู้มีประสบการณ์มากกว่า 24 ปี”

สั่งอะไหล่กับเรา "ออกใบกำกับภาษี" ได้

พร้อมบริการการดูแลหลังการขายตลอดอายุการใช้งาน

⚙️เข้าชมสินค้าทั้งหมดในเว็บไซต์

คลิก: www.sqdparts.com

⚙️สั่งซื้อทางเพจ

คลิก: m.me/sqdparts

⚙️สั่งซื้อผ่านไลน์

คลิก: https://liff.line.me/1645278921-kWRPP32q/?accountId=sqdparts

คลิกYoutube : https://bit.ly/3IAJstu

คลิกTiktok : https://bit.ly/3bXmLmN

คลิกInstagram : https://bit.ly/3AFxMDx

เขียนโดย sqdparts เมื่อ Tue 09 Apr, 2024
อ่านต่อ

     เชื่อว่าเจ้าของรถหลายคนโดยเฉพาะผู้ที่เพิ่งซื้อรถป้ายแดงคันแรก เคยมีความสงสัยว่าทำไมรถป้ายแดงที่เพิ่งออกจากโชว์รูม เลขกิโลเมตรที่โชว์บนหน้าจอกลับไม่ใช่เลข "ศูนย์" รถบางคันอาจวิ่งไปแล้วหลักสิบหรือหลักร้อยกิโลเมตรก็มี หากเจอแบบนี้แสดงว่าถูกย้อมแมวขายหรือเปล่า? บทความนี้  เรามีคำตอบมาฝากกันครับ

 

ทำไมเลขกิโลเมตรรถใหม่ป้ายแดงถึงไม่ใช่ 0?

สาเหตุที่เลขไมล์ของรถใหม่ป้ายแดงจากโชว์รูมถึงไม่ใช่ 0 กิโลเมตร แต่เป็นหลักหน่วยหรือหลักสิบกิโลเมตร ถือเป็นเรื่องปกติสำหรับรถป้ายแดงทั่วไป ซึ่งเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เริ่มตั้งแต่ออกจากไลน์การผลิต จำเป็นต้องมีการเคลื่อนตัวรถไปไว้ยังพื้นที่สต็อกของโรงงาน ก่อนจะถูกนำขึ้นรถสไลด์ออนเพื่อนำส่งให้แก่ตัวแทนจำหน่ายต่อไป ซึ่งขั้นตอนนี้อาจทำให้เลขกิโลขยับประมาณ 1-3 กิโลเมตร

 

ต่อมาเมื่อรถถูกนำมาส่งมอบยังโชว์รูม ก็จะต้องมีการเคลื่อนตัวรถไปจอดทิ้งไว้ยังพื้นที่สต็อกของแต่ละโชว์รูมเช่นกัน จากนั้นเมื่อลูกค้าทำการจองรถ ทางโชว์รูมก็จะนำรถไปติดตั้งอุปกรณ์เสริมอื่นๆ อาจจำเป็นต้องขยับรถไปมาภายในพื้นที่ของศูนย์บริการ (โดยมากแล้วทางโชว์รูมจะไม่นำรถรอส่งมอบออกจากพื้นที่ศูนย์บริการ แต่จะให้ทางซัพพลายเออร์ต่างๆ มาติดตั้งอุปกรณ์เสริมที่โชว์รูมแทน เช่น ติดตั้งชุดแต่งรอบคัน, ติดฟิล์มกรองแสง ฯลฯ) ล้วนแต่ส่งผลให้เลขกิโลเมตรขยับเพิ่มขึ้นจากเดิม

 

นอกจากนี้ ยังมีบางกรณีที่ศูนย์บริการจำเป็นต้องส่งรถข้ามสาขา เช่น ลูกค้าต้องการสีรถที่มีสต็อกอยู่อีกสาขาหนึ่ง โชว์รูมบางแห่งอาจใช้วิธีให้พนักงานขับรถคันดังกล่าวเพื่อย้ายจากสาขาหนึ่งมาอีกสาขาหนึ่ง ซึ่งหากเป็นการขับรถข้ามเขตหรืออำเภอ ก็อาจทำให้เลขไมล์ขยับขึ้นหลักร้อยกิโลเมตรได้

 

เลขไมล์รับรถไม่สำคัญเท่าการรับประกัน

แม้ว่าเลขกิโลเมตรจะไม่ใช่ 0 ก็ไม่เป็นไร เพราะที่สำคัญกว่าคือการรับประกันคุณภาพตัวรถ (Warranty) ซึ่งโดยมากแล้วจะรับประกันที่ 3 ปี หรือ 100,000 กม. บางยี่ห้ออาจรับประกันนานกว่านั้น โดยวารันตีจะต้องเริ่มเดินนับตั้งแต่วันรับรถเพื่อให้ลูกค้าได้รับประโยชน์สูงสุด แต่หากวารันตีมีการรันมาแล้วนานหลายเดือน ควรตรวจสอบที่มาที่ไปของรถอย่างถี่ถ้วนก่อนเซ็นรับรถ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในภายหลังนั่นเอง

 

     ดังนั้น หากใครกำลังเตรียมตัวจะรับรถป้ายแดงแล้วพบว่าเลขไมล์ไม่ได้เริ่มที่ 0 ก็ไม่ต้องตกใจไปครับ เพราะที่สำคัญกว่าคือการตรวจสอบวันเริ่มของการรับประกัน หรือ Warranty จะต้องเป็นวันที่รับรถ หรือก่อนหน้านั้นไม่ควรเกิน 14 วัน เพื่อให้แน่ใจว่าเป็นรถใหม่ส่งตรงจากโรงงานอย่างที่ควรจะเป็นครับ

 

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com

.

.

.

.

_____________________________________

เราคือตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ

เทอร์โบแท้

IHI TURBO 🇯🇵

GARRETT 🇺🇸

MITSUBISHI TURBOCHARGER 🇯🇵

ซื้อกับเราได้สินค้าแท้100%

คุ้มค่ากว่า ใช้งานได้ในระยะยาว

สบายใจกว่า เทอร์โบแท้รับประกันสินค้ายาวนาน

บริการหลังการขายที่ยอดเยี่ยม

โดยทีมงานมืออาชีพ ผู้มีประสบการณ์มากกว่า 24 ปี”

สั่งอะไหล่กับเรา "ออกใบกำกับภาษี" ได้

พร้อมบริการการดูแลหลังการขายตลอดอายุการใช้งาน

⚙️เข้าชมสินค้าทั้งหมดในเว็บไซต์

คลิก: www.sqdparts.com

⚙️สั่งซื้อทางเพจ

คลิก: m.me/sqdparts

⚙️สั่งซื้อผ่านไลน์

คลิก: https://liff.line.me/1645278921-kWRPP32q/?accountId=sqdparts

คลิกYoutube : https://bit.ly/3IAJstu

คลิกTiktok : https://bit.ly/3bXmLmN

คลิกInstagram : https://bit.ly/3AFxMDx

เขียนโดย sqdparts เมื่อ Tue 09 Apr, 2024
อ่านต่อ

     หลายคนทราบดีอยู่แล้วว่าสิ่งของจำพวกอิเลกทรอนิกส์หรือวัตถุไวไฟ เช่น พาวเวอร์แบงก์ ไฟแช็ก สเปรย์ปรับอากาศ ฯลฯ ไม่ควรเก็บไว้ในรถเมื่อจำเป็นต้องจอดทิ้งไว้กลางแดดช่วงฤดูร้อน แต่ยังมีอีก 4 สิ่งที่อาจสร้างความเสียหายได้อย่างไม่คาดคิดหากทิ้งไว้ในรถที่ร้อนจัด จะมีอะไรบ้างไปดูกันเลย

 

1. ผลิตภัณฑ์นมบรรจุขวดแก้ว - เนื่องจากผลิตภัณฑ์นมมีโอกาสเน่าเสียได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นนมวัวหรือนมถั่วเหลืองก็ตาม อาจก่อให้เกิดแรงดันมหาศาลภายในขวดแก้วจนกระทั่งระเบิดออกอย่างรุนแรง ซึ่งนอกจากนมที่เน่าเสียจะกระจายไปทั่วทั่งรถส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้งยากต่อการทำความสะอาดแล้ว แรงดันอันมหาศาลอาจทำให้กระจกรถถึงขั้นแตกด้วยซ้ำไป

 

2. น้ำอัดลมบรรจุขวดและกระป๋อง - น้ำอัดลมและเครื่องดื่มอัดก๊าซต่างๆ หากได้รับความร้อนสะสมต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน ก็จะเกิดแรงดันในบรรจุขวดหรือกระป๋องจนทำให้เกิดการระเบิดได้เช่นกัน หากจำเป็นต้องจอดรถทิ้งไว้กลางแดดก็อย่าลืมน้ำกระป๋องหรือขวดน้ำอัดลมที่ยังไม่เปิดออกจากรถด้วย

 

3. แว่นสายตาหรือแว่นตากันแดด - เลนส์ของแว่นตาอาจทำให้เกิดการรวมแสงไปยังจุดในจุดหนึ่งภายในห้องโดยสาร กระทั่งเกิดความร้อนสูงจนสร้างความเสียหายแก่อุปกรณ์ภายในรถได้ แม้ว่าโอกาสจะเกิดขึ้นได้น้อยมาก แต่ทางที่ดีควรเก็บแว่นตาไว้ในกล่องเก็บของหน้ารถ หรือช่องเก็บแว่นโดยเฉพาะจะดีที่สุด

 

4. สีเทียนหรือสีชอล์ก - สีเทียนมีจุดหลอมละลายต่ำ การทิ้งสีเทียนหรือสีชอล์กของลูกๆ ไว้ในรถที่จอดกลางแดดอาจสร้างความเสียหายแก่ชิ้นส่วนภายในห้องโดยสาร โดยผู้ผลิตสีเทียนและอุปกรณ์ศิลปะชั้นนำอย่าง Crayola ระบุว่าสีเทียนจะเริ่มอ่อนตัวลงที่อุณหภูมิ 40 องศาเซลเซียส และจะเปลี่ยนสถานะเป็นของเหลวที่อุณหภูมิ 49 องศาเซลเซียสขึ้นไป

 

เมื่อทราบเช่นนี้แล้วก็อย่าลืมนำสิ่งของเหล่านี้ออกจากรถในวันที่จำเป็นต้องจอดทิ้งไว้กลางแดดด้วยนะครับ

 

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com

.

.

.

.

_____________________________________

เราคือตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ

เทอร์โบแท้

IHI TURBO 🇯🇵

GARRETT 🇺🇸

MITSUBISHI TURBOCHARGER 🇯🇵

ซื้อกับเราได้สินค้าแท้100%

คุ้มค่ากว่า ใช้งานได้ในระยะยาว

สบายใจกว่า เทอร์โบแท้รับประกันสินค้ายาวนาน

บริการหลังการขายที่ยอดเยี่ยม

โดยทีมงานมืออาชีพ ผู้มีประสบการณ์มากกว่า 24 ปี”

สั่งอะไหล่กับเรา "ออกใบกำกับภาษี" ได้

พร้อมบริการการดูแลหลังการขายตลอดอายุการใช้งาน

⚙️เข้าชมสินค้าทั้งหมดในเว็บไซต์

คลิก: www.sqdparts.com

⚙️สั่งซื้อทางเพจ

คลิก: m.me/sqdparts

⚙️สั่งซื้อผ่านไลน์

คลิก: https://liff.line.me/1645278921-kWRPP32q/?accountId=sqdparts

คลิกYoutube : https://bit.ly/3IAJstu

คลิกTiktok : https://bit.ly/3bXmLmN

คลิกInstagram : https://bit.ly/3AFxMDx

เขียนโดย sqdparts เมื่อ Tue 09 Apr, 2024
อ่านต่อ

     เชื่อว่าหลายคนกำลังมีแผนขับรถไปท่องเที่ยวหรือกลับภูมิลำเนาช่วงสงกรานต์ 2567 นี้กันอย่างแน่นอน นอกเหนือจากการตรวจเช็กห้องเครื่องยนต์แล้วนั้น การเติมลมยางให้เหมาะสมก็เป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้กัน บทความนี้ เราจึงขอแนะนำการเติมลมยางที่ถูกต้องสำหรับการขับรถทางไกลมาฝากกันครับ

 

เติมลมยางเท่าไหร่ขึ้นกับน้ำหนักบรรทุก

การเติมลมยางที่ถูกต้องควรเติมให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมตามที่ผู้ผลิตกำหนด ซึ่งจะแตกต่างกันไปตามแต่ละรุ่นและยี่ห้อ รวมถึงขนาดของล้อและยางก็มีผลด้วยเช่นกัน ซึ่งโดยมากแล้วจะอยู่ที่ 32 - 36 PSI (ปอนด์ต่อตารางนิ้ว) ซึ่งถือเป็นค่ามาตรฐานที่สามารถนำไปใช้ได้กับรถแทบทุกรุ่น

 

หากขับรถทางไกลพร้อมบรรทุกผู้โดยสารและสัมภาระเต็มคัน ควรเพิ่มแรงดันลมยางที่ล้อคู่หน้าขึ้นอีก 1 - 3 PSI และล้อคู่หลังอีก 4 - 6 PSI เพื่อรองรับน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นมา จะช่วยให้ล้อยางยังคงสภาพกลมในขณะวิ่งด้วยความเร็วสูง ลดโอกาสที่ยางจะบิดเบี้ยวผิดรูปจนเกิดการระเบิด และช่วยลดแรงเสียดทานกับพื้นถนนช่วยให้ไม่เปลืองน้ำมันมากจนเกินไป

เติมลมยางเท่าไหร่เช็กได้ที่สติกเกอร์ข้างประตู

โดยปกติแล้วรถทุกคันจะมีสติกเกอร์ที่ระบุแรงดันลมยางมาตรฐานไว้บริเวณเสาประตูฝั่งผู้ขับขี่ (รถบางรุ่นอาจติดไว้บริเวณฝาถังน้ำมันด้านใน) โดยจะระบุแรงดันลมยางที่เหมาะสมตามน้ำหนักบรรทุกเอาไว้ จึงควรตรวจเช็กลมยางให้ได้ตามที่ผู้ผลิตกำหนดก่อนเดินทางเสมอ

 

    เมื่อทราบเช่นนี้ ก่อนเดินทางเที่ยวสงกรานต์ 2567 ก็อย่าลืมตรวจเช็กลมยางรถคันโปรดให้เหมาะสมเพื่อความปลอดภัยตลอดการเดินทางด้วยนะครับ

 

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com

.

.

.

.

_____________________________________

เราคือตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ

เทอร์โบแท้

IHI TURBO 🇯🇵

GARRETT 🇺🇸

MITSUBISHI TURBOCHARGER 🇯🇵

ซื้อกับเราได้สินค้าแท้100%

คุ้มค่ากว่า ใช้งานได้ในระยะยาว

สบายใจกว่า เทอร์โบแท้รับประกันสินค้ายาวนาน

บริการหลังการขายที่ยอดเยี่ยม

โดยทีมงานมืออาชีพ ผู้มีประสบการณ์มากกว่า 24 ปี”

สั่งอะไหล่กับเรา "ออกใบกำกับภาษี" ได้

พร้อมบริการการดูแลหลังการขายตลอดอายุการใช้งาน

⚙️เข้าชมสินค้าทั้งหมดในเว็บไซต์

คลิก: www.sqdparts.com

⚙️สั่งซื้อทางเพจ

คลิก: m.me/sqdparts

⚙️สั่งซื้อผ่านไลน์

คลิก: https://liff.line.me/1645278921-kWRPP32q/?accountId=sqdparts

คลิกYoutube : https://bit.ly/3IAJstu

คลิกTiktok : https://bit.ly/3bXmLmN

คลิกInstagram : https://bit.ly/3AFxMDx

เขียนโดย sqdparts เมื่อ Tue 09 Apr, 2024
อ่านต่อ

     เทคนิคช่วยให้รถเย็นไวขึ้นในเวลาแค่ 10 วินาที จะจอดรถทิ้งไว้กลางแดดร้อนจัดแค่ไหนก็ไม่หวั่น ทำตามนี้รับรองติดใจแน่นอน!

 

การจอดรถทิ้งไว้กลางแดดต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานหลายชั่วโมงขณะที่อุณหภูมิภายนอกอยู่ที่ 36 องศาเซลเซียส อุณหภูมิภายในห้องโดยสารอาจสูงถึง 50 องศาเซลเซียสได้ ซึ่งถือเป็นระดับอุณหภูมิที่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตอย่างมาก และยังอาจทำให้ชิ้นส่วนภายในรถเกิดความเสียหายได้

 

หากมีความจำเป็นต้องจอดรถทิ้งไว้กลางแดดจริงๆ แล้วล่ะก็ เมื่อขึ้นรถแล้วก็ควรระบายความร้อนภายในห้องโดยสารออกไปเสียก่อน เพราะนอกจากจะช่วยให้รู้สึกสบายตัวขึ้นแล้ว ยังช่วยลดภาระการทำงานของระบบแอร์ เป็นการลดอัตราสิ้นเปลืองทางอ้อมได้อีกทางหนึ่งด้วย ซึ่งสามารถทำได้ง่ายๆ ใช้เวลาเพียง 10 - 15 วินาที ดังนี้

 

  1. เปิดประตูฝั่งคนขับ
  2. สตาร์ทเครื่องยนต์และเปิดแอร์
  3. ลดกระจกฝั่งคนนั่งด้านหน้าและหลังลงจนสุด
  4. ปิดและเปิดประตูฝั่งคนขับประมาณ 4 - 5 ครั้ง (แนะนำว่าไม่ต้องปิดจนสนิท)

เพียงเท่านี้ก็จะช่วยระบายความร้อนออกจากห้องโดยสารได้อย่างรวดเร็วทันใจ หากมีเวลาจะทำซ้ำกับประตูบานหลังก็ได้เช่นกัน ก็จะยิ่งช่วยเคลียร์ความร้อนได้มากขึ้นนั่นเอง

 

เมื่อทราบเช่นนี้แล้วก็อย่าลืมนำเทคนิคนี้ไปทดลองกันดูนะครับ

 

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com

.

.

.

.

_____________________________________

เราคือตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ

เทอร์โบแท้

IHI TURBO 🇯🇵

GARRETT 🇺🇸

MITSUBISHI TURBOCHARGER 🇯🇵

ซื้อกับเราได้สินค้าแท้100%

คุ้มค่ากว่า ใช้งานได้ในระยะยาว

สบายใจกว่า เทอร์โบแท้รับประกันสินค้ายาวนาน

บริการหลังการขายที่ยอดเยี่ยม

โดยทีมงานมืออาชีพ ผู้มีประสบการณ์มากกว่า 24 ปี”

สั่งอะไหล่กับเรา "ออกใบกำกับภาษี" ได้

พร้อมบริการการดูแลหลังการขายตลอดอายุการใช้งาน

⚙️เข้าชมสินค้าทั้งหมดในเว็บไซต์

คลิก: www.sqdparts.com

⚙️สั่งซื้อทางเพจ

คลิก: m.me/sqdparts

⚙️สั่งซื้อผ่านไลน์

คลิก: https://liff.line.me/1645278921-kWRPP32q/?accountId=sqdparts

คลิกYoutube : https://bit.ly/3IAJstu

คลิกTiktok : https://bit.ly/3bXmLmN

คลิกInstagram : https://bit.ly/3AFxMDx

เขียนโดย sqdparts เมื่อ Tue 09 Apr, 2024
อ่านต่อ

     แนะนำ 5 เทคนิคแก้ง่วงขณะขับรถ เหมาะสำหรับผู้ที่กำลังจะเดินทางไปท่องเที่ยวหรือกลับภูมิลำเนาช่วงสงกรานต์ 2567 นี้ รับรองถึงที่หมายอย่างปลอดภัยแน่นอน จะมีวิธีอย่างไรบ้างไปดูกันเลย

 

1. พักผ่อนให้เพียงพอก่อนขับรถ - การนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอถือเป็นพื้นฐานการเตรียมความพร้อมของผู้ขับขี่เลยก็ว่าได้ ควรนอนให้ได้อย่างน้อย 6-7 ชั่วโมงก่อนขับรถ จะช่วยลดอาการอ่อนเพลีย ทำให้ร่างกายรู้สึกสดชื่นทั้งวัน

 

2. มีเพื่อนชวนคุยตลอดทาง - การพูดคุยกับผู้ขับขี่จะช่วยกระตุ้นให้ตื่นตัวตลอดเวลา และยังช่วยลดความตึงเครียดจากการจราจรอีกด้วย หรืออย่างน้อยผู้โดยสารควรหมั่นเฝ้าระวังผู้ขับขี่ หากเริ่มมีอาการหาว อ่อนเพลีย ก็ควรเตือนเพื่อเรียกสมาธิกลับมา

 

3. ดื่มน้ำบ่อยๆ - การขับขี่ระยะทางไกล ผู้ขับขี่มักละเลยการดื่มน้ำอย่างเพียงพอ จะทำให้ร่างกายรู้สึกเพลียล้าโดยไม่รู้ตัว ทางที่ดีควรหมั่นจิบน้ำบ่อยๆ ช่วยรักษาสมดุลน้ำในร่างกาย เพิ่มความสดชื่น อีกทั้งการแวะพักเข้าห้องน้ำเป็นระยะก็ถือเป็นการพักคน-พักรถไปในตัว

 

4. ดื่มกาแฟหรือชา - สารคาเฟอีนในกาแฟหรือชาจะช่วยให้ร่างกายรู้สึกตื่นตัวมากยิ่งขึ้น ยิ่งใครที่ติดกาแฟต้องดื่มเป็นประจำทุกวันแล้วล่ะก็ ไม่ควรเว้นกาแฟขณะขับรถ เพราะการขาดคาเฟอีนจะทำให้ร่างกายรู้สึกอ่อนเพลียมากกว่าคนทั่วไป

 

5. เปิดกระจกรับอากาศ - เนื่องจากระบบปรับอากาศในรถเป็นระบบปิด การนั่งบนรถต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน ผู้ขับขี่จะได้รับก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ (Carbon Monoxide) มากกว่าปกติ ขาดออกซิเจน ทำให้เกิดอาการง่วงซึม ดังนั้นหากเริ่มรู้สึกอ่อนเพลีย ให้ลดกระจกหน้าต่างลงเล็กน้อยเพื่อให้อากาศถ่ายเท หรือกดปุ่มปิดระบบหมุนเวียนอากาศชั่วครู่เพื่อดึงออกซิเจนเข้ามา จะช่วยให้ร่างกายรู้สึกตื่นตัวมากยิ่งขึ้น

 

     อย่างไรก็ดี หากทำตามข้อแนะนำเหล่านี้แต่ยังมีอาการง่วงซึมจนทนไม่ไหว แนะนำให้จอดแวะปั๊มน้ำมันหรือที่ที่ปลอดภัย เข้าห้องน้ำ ล้างหน้า จิบเครื่องดื่มเย็นๆ หรือจะนอนงีบสัก 15-20 นาที ก็จะช่วยให้ร่างกายกลับมาสดชื่น กระปรี้กระเปร่าเหมือนเดิมแล้วล่ะครับ

 

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com

.

.

.

.

_____________________________________

เราคือตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ

เทอร์โบแท้

IHI TURBO 🇯🇵

GARRETT 🇺🇸

MITSUBISHI TURBOCHARGER 🇯🇵

ซื้อกับเราได้สินค้าแท้100%

คุ้มค่ากว่า ใช้งานได้ในระยะยาว

สบายใจกว่า เทอร์โบแท้รับประกันสินค้ายาวนาน

บริการหลังการขายที่ยอดเยี่ยม

โดยทีมงานมืออาชีพ ผู้มีประสบการณ์มากกว่า 24 ปี”

สั่งอะไหล่กับเรา "ออกใบกำกับภาษี" ได้

พร้อมบริการการดูแลหลังการขายตลอดอายุการใช้งาน

⚙️เข้าชมสินค้าทั้งหมดในเว็บไซต์

คลิก: www.sqdparts.com

⚙️สั่งซื้อทางเพจ

คลิก: m.me/sqdparts

⚙️สั่งซื้อผ่านไลน์

คลิก: https://liff.line.me/1645278921-kWRPP32q/?accountId=sqdparts

คลิกYoutube : https://bit.ly/3IAJstu

คลิกTiktok : https://bit.ly/3bXmLmN

คลิกInstagram : https://bit.ly/3AFxMDx

เขียนโดย sqdparts เมื่อ Tue 09 Apr, 2024
อ่านต่อ
แสดง รายการ
ร้านค้าออนไลน์ และ ขายของออนไลน์ โดย © 2006-2024 Vevo Systems Co., Ltd.