×
หน้าหลัก > ข่าวและประกาศ
บทความ : ข่าวและประกาศ
แสดง รายการ

     อาการ "หลับใน" (Microsleep) เป็นเรื่องที่อันตรายมาก เพราะร่างกายจะวูบหลับไปชั่วขณะเพียง 1-30 วินาที ซึ่งเพียงพอที่จะทำให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงได้

นี่คือ 6 สัญญาณเตือน ที่บอกว่าร่างกายคุณไม่ไหวแล้ว และควรจอดพักทันทีครับ

 

1. ลืมเส้นทางที่เพิ่งขับผ่านมา

ถ้าคุณเริ่มจำไม่ได้ว่า 2-3 กิโลเมตรที่ผ่านมาขับผ่านอะไรมาบ้าง หรือจำไม่ได้ว่าเพิ่งขับผ่านทางแยกหรือป้ายจราจรมาตอนไหน นั่นแสดงว่าสมองเริ่ม "ตัดการรับรู้" เพื่อเตรียมเข้าสู่โหมดหลับแล้วครับ

2. ขยับตัวบ่อย หรือเปลี่ยนท่านั่งบ่อยๆ

เมื่อร่างกายเริ่มง่วง ระบบกลไกธรรมชาติจะกระตุ้นให้คุณอยู่นิ่งไม่ได้ คุณจะเริ่มอยู่ไม่สุข ปรับเบาะ เกาหน้า เกาหัว หรือขยับตัวไปมาเพื่อพยายามฝืนไม่ให้ตัวเองหลับ

3. ตาปรือและลืมตาไม่ขึ้น

สรีรวิทยาของคนง่วงคือ "หนังตาหนัก" คุณจะเริ่มกระพริบตาถี่ขึ้น หรือลืมตาค้างไว้นานกว่าปกติ (มองเหม่อ) และถ้ารู้สึกว่าภาพตรงหน้าเริ่มเบลอหรือโฟกัสไม่ได้ นั่นคือสัญญาณอันตรายขั้นสุด

4. ใจลอย ขาดสมาธิ

คุณจะเริ่มคิดเรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวกับการขับรถ หรือเริ่มมีอาการ "ง่วงเหงาหาวนอน" หาวบ่อยครั้งจนน้ำตาไหล ซึ่งส่งผลต่อการตัดสินใจที่ช้าลงอย่างมาก

5. ขับรถออกนอกเลนโดยไม่รู้ตัว

ถ้าคุณเริ่มรู้สึกว่ารถเริ่มส่ายไปมา หรือล้อไปเบียดกับเส้นจราจร (เส้นสั่นสะเทือน) แล้วต้องสะดุ้งดึงพวงมาลัยกลับ นี่ไม่ใช่แค่การขับรถไม่ดี แต่มันคือการที่สมองคุณหลับไปแล้วเสี้ยววินาทีครับ

6. การตอบสนองช้าลง

เช่น เห็นรถคันหน้าเบรกแล้วแต่คุณเหยียบเบรกช้ากว่าปกติ หรือการเปลี่ยนเกียร์/การเปิดไฟเลี้ยวเริ่มติดขัดไม่เป็นธรรมชาติ

 

 

💡 วิธีแก้เฉพาะหน้า (แต่ไม่ยั่งยืน)

  • ดื่มน้ำเย็น: ช่วยให้ร่างกายสดชื่นขึ้นชั่วคราว
  • หาของเคี้ยว: เช่น หมากฝรั่ง หรือผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวจี๊ด
  • เปิดหน้าต่าง: รับอากาศบริสุทธิ์และการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ

คำแนะนำที่ดีที่สุด: ถ้าเจอสัญญาณเหล่านี้ "การนอนพัก 15-20 นาที" ในที่ปลอดภัย คือทางเดียวที่แก้ปัญหาได้จริงครับ อย่าฝืนไปต่อด้วยความประมาทเลย

 

_____________________________________

เราคือตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ

เทอร์โบแท้

IHI TURBO 🇯🇵

GARRETT 🇺🇸

MITSUBISHI TURBOCHARGER 🇯🇵

ซื้อกับเราได้สินค้าแท้100%

คุ้มค่ากว่า ใช้งานได้ในระยะยาว

สบายใจกว่า เทอร์โบแท้รับประกันสินค้ายาวนาน

บริการหลังการขายที่ยอดเยี่ยม

โดยทีมงานมืออาชีพ ผู้มีประสบการณ์มากกว่า 24 ปี”

สั่งอะไหล่กับเรา "ออกใบกำกับภาษี" ได้

พร้อมบริการการดูแลหลังการขายตลอดอายุการใช้งาน

⚙️เข้าชมสินค้าทั้งหมดในเว็บไซต์

คลิก: www.sqdparts.com

⚙️สั่งซื้อทางเพจ

คลิก: m.me/sqdparts

⚙️สั่งซื้อผ่านไลน์

คลิก: https://liff.line.me/1645278921-kWRPP32q/?accountId=sqdparts

คลิกYoutube : https://bit.ly/3IAJstu

คลิกTiktok : https://bit.ly/3bXmLmN

คลิกInstagram : https://bit.ly/3AFxMDx

เขียนโดย sqdparts เมื่อ Tue 17 Feb, 2026
อ่านต่อ

     การขับรถเกียร์ธรรมดา (Manual Transmission) มีเสน่ห์ในเรื่องความสนุกและการควบคุม แต่ก็มีนิสัยบางอย่างที่อาจจะทำร้ายรถของคุณโดยไม่รู้ตัว

 

     จากประสบการณ์ของ ร้าน sqd parts ที่จำหน่ายและดูแลเทอร์โบให้รถลูกค้าหลายพันคัน นี่คือ 5 สิ่งที่ควรเลิกทำทันที เพื่อยืดอายุการใช้งานเกียร์และคลัตช์ให้ยาวนานครับ

 

1. วางเท้าพักไว้บนแป้นคลัตช์ (Riding the Clutch)

หลายคนชอบวางเท้าซ้ายแตะไว้บนแป้นคลัตช์ตลอดเวลาเพื่อให้พร้อมเปลี่ยนเกียร์ แต่แรงกดเพียงเล็กน้อยก็เพียงพอที่จะทำให้ผ้าคลัตช์กับฟลายวีลไม่จับตัวกันสนิท

  • ผลเสีย: เกิดการเสียดสีตลอดเวลาจนคลัตช์ไหม้หรือหมดไวกว่าปกติ
  • สิ่งที่ควรทำ: เมื่อเปลี่ยนเกียร์เสร็จ ให้ยกเท้ามาวางบนที่พักเท้าข้างๆ ทันทีครับ

2. แช่คลัตช์ค้างไว้ตอนจดติดไฟแดง

การเหยียบคลัตช์ค้างไว้ขณะใส่เกียร์ 1 รอไฟแดง จะทำให้ ลูกปืนกดคลัตช์ (Release Bearing) ต้องรับภาระหนักต่อเนื่อง

  • ผลเสีย: ลูกปืนกดคลัตช์เสื่อมสภาพเร็ว และอาจส่งผลถึงสปริงแผ่นกดคลัตช์ด้วย
  • สิ่งที่ควรทำ: เข้าเกียร์ว่าง (N) แล้วปล่อยคลัตช์ เมื่อไฟเขียวค่อยเหยียบคลัตช์เข้าเกียร์ครับ

3. วางมือแช่ไว้บนหัวเกียร์

การใช้หัวเกียร์เป็นที่พักมืออาจดูเท่ แต่แรงกดจากน้ำหนักมือจะส่งผ่านไปยัง ก้ามปูเกียร์ (Shift Fork) ซึ่งจะไปเบียดกับชุดเกียร์ที่กำลังหมุนอยู่

  • ผลเสีย: ทำให้ก้ามปูเกียร์สึกหรอเกินความจำเป็น และอาจทำให้เกียร์หลวมหรือเข้ายากในอนาคต
  • สิ่งที่ควรทำ: เปลี่ยนเกียร์เสร็จแล้ว ให้เอามือกลับไปจับพวงมาลัยทั้งสองข้างเพื่อความปลอดภัยด้วยครับ

4. เลี้ยงคลัตช์เพื่อหยุดรถบนทางลาดชัน

การใช้การ "เลี้ยงคลัตช์" (เหยียบคันเร่งสลับกับคลัตช์) เพื่อประคองรถไม่ให้ไหลถอยหลังแทนการเหยียบเบรก

  • ผลเสีย: เป็นการเผาผ้าคลัตช์โดยตรง ความร้อนจะสูงมากจนคลัตช์ไหม้ได้ในเวลาสั้นๆ
  • สิ่งที่ควรทำ: ใช้เบรกมือช่วย หรือเหยียบเบรกเท้าไว้ พอจะออกตัวค่อยจังหวะปล่อยเบรกสลับกับคันเร่ง

5. กระทืบคันเร่งมิดในขณะที่รอบเครื่องยนต์ต่ำ (Lug the Engine)

เช่น การใช้เกียร์สูง (เกียร์ 5 หรือ 6) ในขณะที่ความเร็วต่ำมาก แล้วพยายามเหยียบคันเร่งจมมิดเพื่อให้รถเร่งแซงโดยไม่เชนจ์เกียร์ลง

  • ผลเสีย: เครื่องยนต์จะรับภาระหนักมาก (Overload) เกิดแรงสั่นสะเทือนสูง ซึ่งทำร้ายทั้งระบบเกียร์และเพลาข้อเหวี่ยง
  • สิ่งที่ควรทำ: ลดเกียร์ลงมา (Downshift) ให้สัมพันธ์กับความเร็วเพื่อให้เครื่องยนต์มีกำลังในรอบที่เหมาะสมครับ

 

 

สรุปสั้น ๆ

  1. อย่าแช่เท้าที่คลัตช์: เปลี่ยนเกียร์เสร็จเอาเท้าออกทันที (กันคลัตช์ไหม้)
  2. อย่าแช่มือที่เกียร์: เปลี่ยนเสร็จเอามือกลับไปจับพวงมาลัย (กันก้ามปูเกียร์พัง)
  3. ติดไฟแดงให้เกียร์ว่าง: อย่าเหยียบคลัตช์ค้างรอ (ถนอมลูกปืนกดคลัตช์)
  4. หยุดบนเนินให้ใช้เบรก: อย่าเลี้ยงคลัตช์ประคองรถ (กันคลัตช์หมดไว)
  5. อย่าเร่งมิดที่รอบต่ำ: ถ้าความเร็วไม่พอให้ลดเกียร์ลงก่อน (ถนอมเครื่องและชุดเกียร์)

 

     อ้างอิงจากประสบการณ์จริงของร้าน SQD Parts ผู้เชี่ยวชาญด้านเทอร์โบและอะไหล่เทอร์โบในประเทศไทย

 

_____________________________________

เราคือตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ

เทอร์โบแท้

IHI TURBO 🇯🇵

GARRETT 🇺🇸

MITSUBISHI TURBOCHARGER 🇯🇵

ซื้อกับเราได้สินค้าแท้100%

คุ้มค่ากว่า ใช้งานได้ในระยะยาว

สบายใจกว่า เทอร์โบแท้รับประกันสินค้ายาวนาน

บริการหลังการขายที่ยอดเยี่ยม

โดยทีมงานมืออาชีพ ผู้มีประสบการณ์มากกว่า 24 ปี”

สั่งอะไหล่กับเรา "ออกใบกำกับภาษี" ได้

พร้อมบริการการดูแลหลังการขายตลอดอายุการใช้งาน

⚙️เข้าชมสินค้าทั้งหมดในเว็บไซต์

คลิก: www.sqdparts.com

⚙️สั่งซื้อทางเพจ

คลิก: m.me/sqdparts

⚙️สั่งซื้อผ่านไลน์

คลิก: https://liff.line.me/1645278921-kWRPP32q/?accountId=sqdparts

คลิกYoutube : https://bit.ly/3IAJstu

คลิกTiktok : https://bit.ly/3bXmLmN

คลิกInstagram : https://bit.ly/3AFxMDx

เขียนโดย sqdparts เมื่อ Sun 15 Feb, 2026
อ่านต่อ

     เลือกแบบไหนดี? คำตอบสั้นๆ คือ "ขึ้นอยู่กับงบประมาณและลักษณะการใช้งาน" ครับ แต่ถ้าอยากได้สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเครื่องยนต์ในระยะยาว สังเคราะห์แท้ ชนะขาดลอย

เพื่อให้ตัดสินใจง่ายขึ้น ผมสรุปข้อแตกต่างมาให้เปรียบเทียบกันชัดๆ ดังนี้ครับ

 

1. น้ำมันเครื่องสังเคราะห์แท้ (Fully Synthetic)

ผลิตจากน้ำมันพื้นฐานที่ผ่านกระบวนการทางเคมีสูงสุด เพื่อให้ได้โมเลกุลที่สม่ำเสมอ

  • ข้อดี:
    • ทนความร้อนได้สูงมาก: เหมาะกับเมืองไทยที่รถติดหรือวิ่งทางไกลต่อเนื่อง
    • หล่อลื่นได้รวดเร็ว: ปกป้องเครื่องยนต์ได้ทันทีที่สตาร์ท (ช่วงที่เครื่องยนต์สึกหรอที่สุด)
    • อายุการใช้งานยาวนาน: ปกติเปลี่ยนที่ 10,000 - 15,000 กม.
  • ข้อเสีย: ราคาสูงกว่า (ประมาณ 1,200 - 2,500+ บาท ต่อแกลลอน)

2. น้ำมันเครื่องกึ่งสังเคราะห์ (Semi-Synthetic)

เป็นการผสมกันระหว่างน้ำมันแร่ (Mineral Oil) กับน้ำมันสังเคราะห์

  • ข้อดี:
    • ราคาประหยัด: สบายกระเป๋ามากกว่า (ประมาณ 600 - 900 บาท ต่อแกลลอน)
    • คุ้มค่า: ให้การปกป้องที่ดีเพียงพอสำหรับการใช้งานทั่วไป
  • ข้อเสีย: เสื่อมสภาพเร็วกว่า ต้องเปลี่ยนถ่ายบ่อยกว่า ปกติอยู่ที่ 7,000 - 8,000 กม.

 

 

💡 ข้อควรระวังเพิ่มเติม

ไม่ว่าจะเลือกแบบไหน "เบอร์ความหนืด" (Viscosity) สำคัญไม่แพ้ประเภทน้ำมันครับ

  • ควรดูตาม คู่มือรถ เป็นหลัก (เช่น 0W-20, 5W-30 หรือ 10W-40)
  • ถ้ารถเริ่มเก่า (วิ่งเกิน 200,000 กม.) อาจจะขยับเบอร์ความหนืดให้สูงขึ้นหนึ่งสเต็ปเพื่อลดเสียงดังและการเผาไหม้น้ำมันเครื่องครับ

สรุปง่ายๆ: ถ้าไหวเรื่องงบประมาณ สังเคราะห์แท้ คือการลงทุนที่คุ้มค่าในระยะยาวครับ เพราะช่วยลดค่าซ่อมบำรุงเครื่องยนต์ได้ดีกว่ามาก

 

_____________________________________

เราคือตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ

เทอร์โบแท้

IHI TURBO 🇯🇵

GARRETT 🇺🇸

MITSUBISHI TURBOCHARGER 🇯🇵

ซื้อกับเราได้สินค้าแท้100%

คุ้มค่ากว่า ใช้งานได้ในระยะยาว

สบายใจกว่า เทอร์โบแท้รับประกันสินค้ายาวนาน

บริการหลังการขายที่ยอดเยี่ยม

โดยทีมงานมืออาชีพ ผู้มีประสบการณ์มากกว่า 24 ปี”

สั่งอะไหล่กับเรา "ออกใบกำกับภาษี" ได้

พร้อมบริการการดูแลหลังการขายตลอดอายุการใช้งาน

⚙️เข้าชมสินค้าทั้งหมดในเว็บไซต์

คลิก: www.sqdparts.com

⚙️สั่งซื้อทางเพจ

คลิก: m.me/sqdparts

⚙️สั่งซื้อผ่านไลน์

คลิก: https://liff.line.me/1645278921-kWRPP32q/?accountId=sqdparts

คลิกYoutube : https://bit.ly/3IAJstu

คลิกTiktok : https://bit.ly/3bXmLmN

คลิกInstagram : https://bit.ly/3AFxMDx

เขียนโดย sqdparts เมื่อ Sat 14 Feb, 2026
อ่านต่อ

     การปะยางรถยนต์ในปัจจุบันมีหลายวิธีครับ ซึ่งแต่ละวิธีก็มีข้อดี-ข้อเสีย และความเหมาะสมกับ "แผล" ที่แตกต่างกันออกไป

เพื่อให้คุณตัดสินใจได้ง่ายขึ้น ผมสรุปประเภทยอดนิยมมาให้ดังนี้ครับ

 

1. การปะยางแบบแทงไหม (แบบสตรีมสด / แทงใยฝ้าย)

วิธีนี้คือการใช้เส้นใยผสมยางมะตอยแทงเข้าไปในรูรั่วจากด้านนอก โดยไม่ต้องถอดล้อออกมา

  • เหมาะสำหรับ: รูรั่วขนาดเล็ก เช่น ตะปูตัวเล็ก หรือน็อตตัวสั้น
  • ข้อดี: ทำง่าย รวดเร็ว ราคาถูก (ประมาณ 80-150 บาท) ไม่ต้องถ่วงล้อใหม่
  • ข้อเสีย: ไม่คงทนถาวร มีโอกาสรั่วซึมซ้ำที่เดิมได้ง่ายหากแผลใหญ่ หรือไหมเสื่อมสภาพ

2. การปะยางแบบสตรีมร้อน (Hot Patch)

เป็นการถอดล้อออกมา แล้วใช้แผ่นยางดิบวางทับรูรั่วจากด้านใน จากนั้นใช้เครื่องทำความร้อนหลอมละลายแผ่นยางให้เป็นเนื้อเดียวกับยางรถยนต์

  • เหมาะสำหรับ: แผลขนาดกลางที่ต้องการความแน่นหนา
  • ข้อดี: แข็งแรง ทนทาน ราคาประหยัด (ประมาณ 150-250 บาท)
  • ข้อเสีย: ความร้อนอาจทำให้โครงสร้างยางบริเวณนั้น "ไหม้" หรือเสียคุณสมบัติไปบ้าง (ยางอาจบวมหรือกระด้างขึ้น)

3. การปะยางแบบสตรีมเย็น (Cold Patch)

คล้ายกับสตรีมร้อน แต่ใช้การ "ขัดผิว" และใช้ "กาวชนิดพิเศษ" แปะแผ่นยางจากด้านในโดยไม่ใช้ความร้อน

  • เหมาะสำหรับ: แผลขนาดเล็กถึงกลางที่ต้องการรักษาโครงสร้างยาง
  • ข้อดี: ยางไม่เสียรูปทรงเพราะไม่โดนความร้อน
  • ข้อเสีย: หากกาวเสื่อมสภาพ หรือช่างฝีมือไม่ดี แผ่นแปะอาจหลุดร่อนได้

4. การปะยางแบบดอกเห็ด (Mushroom Plug)

นี่คือวิธีที่ดีที่สุดและได้มาตรฐานสากล เป็นการผสมผสานระหว่างการแทงไหมและสตรีมเย็น โดยใช้ตัวอุดที่มีรูปร่างเหมือนดอกเห็ดสอดจากด้านในออกมาด้านนอก

  • เหมาะสำหรับ: ยางราคาแพง รถที่ใช้ความเร็ว หรือผู้ที่ต้องการความปลอดภัยสูงสุด
  • ข้อดี: ปิดสนิททั้งรูรั่วและพื้นผิวด้านใน แข็งแรงที่สุด และป้องกันน้ำหรือสิ่งสกปรกเข้าไปถึงโครงลวดภายในยาง
  • ข้อเสีย: ราคาสูงที่สุด (ประมาณ 300-500 บาทขึ้นไป) และหาความชำนาญจากร้านทั่วไปได้ยากกว่า

 

 

สรุป: เลือกแบบไหนดีที่สุด?

  1. ถ้าเอา "ดีที่สุด" ในแง่ความปลอดภัย: เลือก แบบดอกเห็ด ครับ เป็นวิธีที่ค่ายรถและแบรนด์ยางชั้นนำแนะนำ
  2. ถ้าต้องการความคุ้มค่าและทนทาน: เลือก สตรีมเย็น เพราะถนอมโครงสร้างยางได้ดีกว่าสตรีมร้อน
  3. ถ้าเป็นเหตุฉุกเฉิน: การ แทงไหม คือทางออกที่สะดวกที่สุด แต่ควรหมั่นเช็คลมยางบ่อยๆ หลังจากปะ

หมายเหตุสำคัญ: หากแผลเกิดขึ้นที่ "แก้มยาง" ไม่ควรปะด้วยวิธีใดๆ ทั้งสิ้นครับ เพราะเป็นจุดที่ยางยืดหยุ่นตลอดเวลา ปะไปก็หลุดและเสี่ยงยางระเบิด แนะนำให้เปลี่ยนเส้นใหม่เพื่อความปลอดภัยครับ

 

_____________________________________

เราคือตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ

เทอร์โบแท้

IHI TURBO 🇯🇵

GARRETT 🇺🇸

MITSUBISHI TURBOCHARGER 🇯🇵

ซื้อกับเราได้สินค้าแท้100%

คุ้มค่ากว่า ใช้งานได้ในระยะยาว

สบายใจกว่า เทอร์โบแท้รับประกันสินค้ายาวนาน

บริการหลังการขายที่ยอดเยี่ยม

โดยทีมงานมืออาชีพ ผู้มีประสบการณ์มากกว่า 24 ปี”

สั่งอะไหล่กับเรา "ออกใบกำกับภาษี" ได้

พร้อมบริการการดูแลหลังการขายตลอดอายุการใช้งาน

⚙️เข้าชมสินค้าทั้งหมดในเว็บไซต์

คลิก: www.sqdparts.com

⚙️สั่งซื้อทางเพจ

คลิก: m.me/sqdparts

⚙️สั่งซื้อผ่านไลน์

คลิก: https://liff.line.me/1645278921-kWRPP32q/?accountId=sqdparts

คลิกYoutube : https://bit.ly/3IAJstu

คลิกTiktok : https://bit.ly/3bXmLmN

คลิกInstagram : https://bit.ly/3AFxMDx

เขียนโดย sqdparts เมื่อ Sat 14 Feb, 2026
อ่านต่อ

     แบตเตอรี่รถยนต์ปกติจะมีอายุการใช้งานประมาณ 1.5 - 3 ปี แต่ถ้าดูแลไม่ดีหรือมีพฤติกรรมการใช้รถที่สุ่มเสี่ยง แบตก็อาจ "กลับบ้านเก่า" ก่อนวัยอันควรได้ครับ

     จากประสบการณ์ของ ร้าน sqd parts ที่จำหน่ายและดูแลเทอร์โบให้รถลูกค้าหลายพันคัน นี่คือ 4 สาเหตุหลัก ที่ทำให้แบตเตอรี่เสื่อมเร็วครับ

 

1. การจอดรถทิ้งไว้นานเกินไป (Inactivity)

หลายคนเข้าใจผิดว่าการไม่ใช้รถเลยจะช่วยถนอมแบตเตอรี่ แต่ความจริงคือ ตรงกันข้าม ครับ

  • เมื่อรถจอดนิ่ง แบตเตอรี่จะเกิดการคายประจุไฟฟ้าออกมาทีละน้อย (Self-discharge)
  • หากไม่มีการติดเครื่องยนต์เพื่อให้ไดชาร์จ (Alternator) ปั่นไฟกลับเข้าไป แบตจะอยู่ในสภาวะแรงดันต่ำนานๆ จนเกิดคราบซัลเฟตเกาะที่แผ่นตะกั่ว ทำให้เก็บไฟไม่อยู่ในที่สุดครับ

2. พฤติกรรมการขับขี่ระยะสั้นบ่อยๆ (Short Trips)

ถ้าคุณขับรถไปปากซอยแล้วดับเครื่อง หรือขับไปทำงานใกล้ๆ แค่ 5-10 นาที แบตเตอรี่จะทำงานหนักมาก

  • ช่วงสตาร์ทเครื่องยนต์: เป็นช่วงที่ดึงกระแสไฟจากแบตเตอรี่ออกไปใช้สูงที่สุด
  • ไดชาร์จทำงานไม่ทัน: การขับระยะสั้นทำให้ไดชาร์จมีเวลาไม่พอที่จะประจุไฟคืนกลับเข้าแบตเตอรี่ให้เต็ม แบตจึงอยู่ในสถานะ "หิวไฟ" ตลอดเวลาครับ

3. อุณหภูมิที่ร้อนจัด (Extreme Heat)

เมืองไทยเราเลี่ยงยากหน่อยครับ แต่ความร้อนคือศัตรูตัวฉกาจของแบตเตอรี่

  • ความร้อนสะสมใต้ฝากระโปรงรถจะทำให้น้ำกลั่นระเหยเร็วขึ้น
  • ส่งผลให้ปฏิกิริยาเคมีภายในแบตเตอรี่ทำงานผิดเพี้ยนและเกิดการกัดกร่อนแผ่นธาตุเร็วขึ้นกว่าการใช้งานในที่อากาศเย็นครับ

4. ระบบไฟฟ้าในรถทำงานผิดปกติ (Electrical Parasitic Drain)

บางครั้งปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวแบต แต่เกิดจาก "โจรขโมยไฟ" ในรถ

  • อุปกรณ์เสริม: เช่น กล้องหน้ารถที่ทำงานตลอดเวลา หรือการติดตั้งเครื่องเสียงที่ไม่ได้มาตรฐาน
  • ไฟรั่ว: มีกระแสไฟรั่วไหลออกจากระบบแม้จะดับเครื่องยนต์และล็อครถไปแล้ว ทำให้แบตเตอรี่ถูกดึงไฟออกไปจนเกลี้ยง (Deep Discharge) ซึ่งการปล่อยให้แบตหมดเกลี้ยงบ่อยๆ จะทำให้แบตเสื่อมสภาพทันทีครับ

 

 

💡 ข้อแนะนำเพิ่มเติม: ควรตรวจเช็คระดับน้ำกลั่น (ถ้าไม่ใช่แบตกึ่งแห้ง/แห้ง) และทำความสะอาดคราบขี้เกลือที่ขั้วแบตสม่ำเสมอ เพื่อให้การเดินไฟเป็นไปอย่างราบรื่นครับ

 

 

สรุปสั้น ๆ

  1. จอดนานเกินไป: แบตเตอรี่คายประจุทิ้งเองจนไฟหมดและเสื่อมสภาพ
  2. ขับแต่ระยะสั้น: ไดชาร์จมีเวลาปั่นไฟกลับเข้าแบตไม่พอจากการสตาร์ท
  3. ความร้อนจัด: อุณหภูมิใต้ฝากระโปรงทำให้เคมีภายในและแผ่นธาตุพังเร็ว
  4. ไฟรั่ว/ลืมปิดไฟ: มีอุปกรณ์ดึงไฟไปใช้ตลอดเวลาแม้ดับเครื่อง

 

     อ้างอิงจากประสบการณ์จริงของร้าน SQD Parts ผู้เชี่ยวชาญด้านเทอร์โบและอะไหล่เทอร์โบในประเทศไทย

 

_____________________________________

เราคือตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ

เทอร์โบแท้

IHI TURBO 🇯🇵

GARRETT 🇺🇸

MITSUBISHI TURBOCHARGER 🇯🇵

ซื้อกับเราได้สินค้าแท้100%

คุ้มค่ากว่า ใช้งานได้ในระยะยาว

สบายใจกว่า เทอร์โบแท้รับประกันสินค้ายาวนาน

บริการหลังการขายที่ยอดเยี่ยม

โดยทีมงานมืออาชีพ ผู้มีประสบการณ์มากกว่า 24 ปี”

สั่งอะไหล่กับเรา "ออกใบกำกับภาษี" ได้

พร้อมบริการการดูแลหลังการขายตลอดอายุการใช้งาน

⚙️เข้าชมสินค้าทั้งหมดในเว็บไซต์

คลิก: www.sqdparts.com

⚙️สั่งซื้อทางเพจ

คลิก: m.me/sqdparts

⚙️สั่งซื้อผ่านไลน์

คลิก: https://liff.line.me/1645278921-kWRPP32q/?accountId=sqdparts

คลิกYoutube : https://bit.ly/3IAJstu

คลิกTiktok : https://bit.ly/3bXmLmN

คลิกInstagram : https://bit.ly/3AFxMDx

เขียนโดย sqdparts เมื่อ Fri 13 Feb, 2026
อ่านต่อ

     "จำเป็นมากในแง่ของความคุ้มค่าระยะยาว" ครับ แม้ว่ารถสมัยใหม่จะทนทานขึ้น แต่ตัวเลข 10,000 กม. (หรือทุก 6 เดือน)

     จากประสบการณ์ของ ร้าน sqd parts ที่จำหน่ายและดูแลเทอร์โบให้รถลูกค้าหลายพันคัน การที่ต้องเช็คระยะ ไม่ได้ถูกตั้งขึ้นมาลอยๆ แต่มันมีเหตุผลสำคัญอยู่ 3 ข้อหลักครับ

1. น้ำมันเครื่องไม่ได้ทำหน้าที่แค่หล่อลื่น

เมื่อใช้งานไปเรื่อยๆ น้ำมันเครื่องจะเก็บสะสมเขม่า เศษโลหะขนาดเล็ก และความชื้นจากการเผาไหม้ หากปล่อยไว้จน "เสื่อมสภาพ" น้ำมันจะกลายสภาพเป็นโคลน (Sludge) ซึ่งจะเข้าไปอุดตันทางเดินน้ำมัน และนั่นคือจุดเริ่มต้นของค่าซ่อมหลักหมื่นหรือหลักแสนครับ

2. การตรวจเช็ค "เชิงป้องกัน" (Preventive Maintenance)

การเช็คระยะไม่ได้มีแค่การเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง แต่คือการที่ช่างช่วยดูจุดที่เรามองไม่เห็น เช่น:

  • ระบบเบรก: ผ้าเบรกเหลือเท่าไหร่ มีรอยรั่วไหม?
  • ช่วงล่าง: ลูกหมากหรือยางหุ้มเพลาเริ่มฉีกขาดหรือยัง? (ซ่อมก่อนหลักพัน ปล่อยพังหลักหมื่น)
  • แบตเตอรี่และระบบไฟ: ป้องกันอาการ "รถตาย" กลางทาง

3. เงื่อนไขการรับประกัน (Warranty)

ข้อนี้สำคัญที่สุดสำหรับรถใหม่ครับ หากคุณข้ามการเช็คระยะตามที่ศูนย์กำหนด แล้วเกิดแจ็คพอตเครื่องยนต์มีปัญหาขึ้นมา ศูนย์อาจใช้เหตุผลนี้ในระดับ "ปฏิเสธการเคลม" ได้ทันทีครับ

 

 

มุมมองแบบ Peer-to-Peer: ถ้าไม่ไหวจริงๆ เลทได้ไหม?

ถ้าช่วงนั้นงบจำกัด หรือไม่ว่างจริงๆ การเลทไปสัก 1,000-2,000 กม. "ไม่ทำให้เครื่องพังทันที" ครับ แต่ไม่แนะนำให้ทำเป็นนิสัย

เทคนิคแนะนำ:

  • หากรถใช้งานน้อย (จอดมากกว่าขับ) ให้ยึดเกณฑ์ "6 เดือน" แทนระยะทาง เพราะน้ำมันเครื่องสามารถเสื่อมสภาพตามกาลเวลาและความชื้นได้ครับ
  • เช็คสมุดคู่มือรถ (Manual) ของคุณดู บางรุ่นอาจยืดระยะไปได้ถึง 15,000 กม. ตามสเปกน้ำมันสังเคราะห์แท้ครับ

อยากให้ผมช่วยประเมินค่าใช้จ่ายคร่าวๆ ของการเช็คระยะรอบถัดไปไหมครับ? (ถ้าบอกรุ่นรถและเลขไมล์ปัจจุบันมา ผมพอจะกางตารางให้ดูได้ครับ)

👉 จุดสำคัญคือ เทอร์โบ + การรับประกัน

ร้าน SQD Parts เป็นร้านเดียวในประเทศไทย ที่รับประกันไส้กลางและเทอร์โบ ยาวถึง 3 ปี เพื่อให้ลูกค้าใช้งานได้อย่างมั่นใจในระยะยาว

 

 

สรุปสั้น ๆ

  1. รักษาสิทธิ์ประกัน: ถ้าไม่เข้าเช็คตามนัด ประกันศูนย์ (Warranty) จะ ขาดทันที ถ้าเครื่องพังคุณต้องจ่ายเองทั้งหมด
  2. กันเสียน้อยเสียยาก: ช่างจะช่วยหาจุดที่ "กำลังจะพัง" (เช่น ผ้าเบรกหมด, ยางหุ้มเพลาขาด) เพื่อซ่อมก่อนที่มันจะลามไปทำส่วนอื่นพังจนค่าซ่อมบานปลาย
  3. ยืดอายุเครื่องยนต์: น้ำมันเครื่องที่สะอาดช่วยลดความร้อนและเขม่า ถ้าปล่อยทิ้งไว้นานเครื่องจะหลวมและกินน้ำมันมากขึ้น

สรุป: ถ้าไม่อยากเสียเงินก้อนโตในอนาคต หรือไม่อยากกินข้าวลิงข้างทาง การเช็คทุก 10,000 กม. คือการลงทุนที่คุ้มที่สุดครับ

     อ้างอิงจากประสบการณ์จริงของร้าน SQD Parts ผู้เชี่ยวชาญด้านเทอร์โบและอะไหล่เทอร์โบในประเทศไทย

 

_____________________________________

เราคือตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ

เทอร์โบแท้

IHI TURBO 🇯🇵

GARRETT 🇺🇸

MITSUBISHI TURBOCHARGER 🇯🇵

ซื้อกับเราได้สินค้าแท้100%

คุ้มค่ากว่า ใช้งานได้ในระยะยาว

สบายใจกว่า เทอร์โบแท้รับประกันสินค้ายาวนาน

บริการหลังการขายที่ยอดเยี่ยม

โดยทีมงานมืออาชีพ ผู้มีประสบการณ์มากกว่า 24 ปี”

สั่งอะไหล่กับเรา "ออกใบกำกับภาษี" ได้

พร้อมบริการการดูแลหลังการขายตลอดอายุการใช้งาน

⚙️เข้าชมสินค้าทั้งหมดในเว็บไซต์

คลิก: www.sqdparts.com

⚙️สั่งซื้อทางเพจ

คลิก: m.me/sqdparts

⚙️สั่งซื้อผ่านไลน์

คลิก: https://liff.line.me/1645278921-kWRPP32q/?accountId=sqdparts

คลิกYoutube : https://bit.ly/3IAJstu

คลิกTiktok : https://bit.ly/3bXmLmN

คลิกInstagram : https://bit.ly/3AFxMDx

เขียนโดย sqdparts เมื่อ Thu 12 Feb, 2026
อ่านต่อ
แสดง รายการ
ร้านค้าออนไลน์ และ ขายของออนไลน์ โดย © 2006-2026 Vevo Systems Co., Ltd.