×
บล็อก
แสดง รายการ

     เชื่อว่าหลายคนมีความเข้าใจผิดเมื่อพบเห็นสัญญาณไฟจราจรกระพริบกลางสี่แยก บางคนเข้าใจว่าหากเป็นสัญญาณสีเหลืองกระพริบ หมายถึงให้เพิ่มความระมัดระวังขณะขับผ่านสี่แยก แต่หากเป็นไฟแดงกระพริบต้องเพิ่มความระมัดระวังมากเป็นพิเศษ บ้างก็เข้าใจว่าสัญญาณไฟกระพริบเกิดจากการขัดข้อง ไม่ได้มีความหมายอื่นใดไปมากกว่านั้น

 

     แต่ในความเป็นจริง สัญญาณไฟจราจรกระพริบเหล่านี้มีความหมายแฝงอยู่ ซึ่งถือเป็นกฎหมายที่ผู้ขับขี่ทุกคนจะต้องปฏิบัติตามเพื่อความปลอดภัยขณะขับผ่านสี่แยก โดยแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ ดังนี้

     สัญญาณไฟกระพริบสีเหลือง หมายถึง ผู้ขับรถอยู่ทางเอก จะต้องชะลอความเร็วก่อนถึงสี่แยก เมื่อเห็นว่าปลอดภัยจึงไปต่อ

 

     สัญญาณไฟกระพริบสีแดง หมายถึง ผู้ขับรถทางโทจะต้องหยุดรถก่อนสี่แยก รอจนกว่าจะปลอดภัยถึงเคลื่อนตัวออกไปได้

 

     รู้แบบนี้แล้วหากพบสัญญาณไฟจราจรกระพริบครั้งต่อไป ก็อย่าลืมปฏิบัติตามกฎจราจรเพื่อความปลอดภัยด้วยนะครับ

 

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com

.

.

.

.

_____________________________________

เราคือตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ

เทอร์โบแท้

IHI TURBO 🇯🇵

GARRETT 🇺🇸

MITSUBISHI TURBOCHARGER 🇯🇵

ซื้อกับเราได้สินค้าแท้100%

คุ้มค่ากว่า ใช้งานได้ในระยะยาว

สบายใจกว่า เทอร์โบแท้รับประกันสินค้ายาวนาน

บริการหลังการขายที่ยอดเยี่ยม

โดยทีมงานมืออาชีพ ผู้มีประสบการณ์มากกว่า 24 ปี”

สั่งอะไหล่กับเรา "ออกใบกำกับภาษี" ได้

พร้อมบริการการดูแลหลังการขายตลอดอายุการใช้งาน

⚙️เข้าชมสินค้าทั้งหมดในเว็บไซต์

คลิก: www.sqdparts.com

⚙️สั่งซื้อทางเพจ

คลิก: m.me/sqdparts

⚙️สั่งซื้อผ่านไลน์

คลิก: https://liff.line.me/1645278921-kWRPP32q/?accountId=sqdparts

คลิกYoutube : https://bit.ly/3IAJstu

คลิกTiktok : https://bit.ly/3bXmLmN

คลิกInstagram : https://bit.ly/3AFxMDx

เขียนโดย sqdparts เมื่อ Thu 22 Feb, 2024
อ่านต่อ

     เป็นคำถามที่หลายคนสงสัยมาโดยตลอด ว่าการเติมน้ำมันแบบ "เต็มถัง" กับการเติมน้ำมันเพียง "ครึ่งถัง" แบบไหนประหยัดเงินได้มากกว่ากัน บทความนี้ เรามีคำตอบมาฝากกันครับ

 

     คนจำนวนไม่น้อยมีความเชื่อว่าการเติมน้ำมันครึ่งถัง หรือเพียงบางส่วน จะช่วยประหยัดน้ำมันได้มากกว่า เพราะรถไม่ต้องแบกรับน้ำหนักมากจนเกินไป บางคนก็ว่าการเติมน้ำมันเต็มถัง จะทำให้ไอน้ำมันระเหยในปริมาณที่สูงกว่า กลายเป็นว่าเติมน้ำมันทิ้งไปฟรีๆ เสียอย่างนั้น

     แต่ความเป็นจริงนั้น ไม่ว่าจะเติมน้ำมันเต็มถังหรือครึ่งถัง ก็แทบไม่มีผลต่ออัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเลย เพราะต่อให้การเติมน้ำมันเต็มถังจะทำให้น้ำหนักรถเพิ่มขึ้น แต่ก็คิดเป็นสัดส่วนที่น้อยมากเมื่อเทียบกับน้ำหนักของตัวรถ ลองเทียบง่ายๆ ว่าถ้าเติมน้ำมันเพิ่มขึ้นจากเดิม 20 ลิตร น้ำหนักของตัวรถก็จะเพิ่มขึ้นประมาณ 18 กิโลกรัม (น้ำหนักของน้ำมัน 1 ลิตร อยู่ที่ประมาณ​ 0.9 กก.) เทียบได้กับเด็ก 5 ขวบเท่านั้นเอง

     อย่างไรก็ดี การเติมน้ำมันครึ่งถังหรือเพียงบางส่วน แม้ว่าจะช่วยประหยัดเงินที่จ่ายออกจากกระเป๋าได้ก็จริง แต่เจ้าของรถก็จำเป็นต้องแวะเติมน้ำมันบ่อยมากขึ้นด้วย ยิ่งถ้าปั๊มน้ำมันไม่ได้อยู่ในเส้นทางผ่านด้วยแล้วล่ะก็ การต้องเปลี่ยนเส้นทางเพื่อมาเติมน้ำมันโดยเฉพาะนั้น ยิ่งทำให้เปลืองน้ำมันเพิ่มขึ้นไปอีก แบบนี้เท่ากับว่าการเติมน้ำมันเต็มถังแต่แรกน่าจะประหยัดเงินได้มากกว่า

 

5 วิธีขับรถประหยัดน้ำมันได้ผลทันตาเห็น

     หากต้องการประหยัดเงินค่าน้ำมันในกระเป๋าจริงๆ แล้วล่ะก็ ขอแนะนำ 5 วิธีขับรถประหยัดน้ำมันที่เห็นผลได้จริง ดังนี้

 

  1. ใช้ความเร็วคงที่ให้มากที่สุด ไม่เร่งหรือลดความเร็วโดยไม่จำเป็น
  2. ขับทางไกลใช้ความเร็ว 90 - 110 กม./ชม. ยิ่งขับเร็วยิ่งกินน้ำมัน
  3. เพิ่มลมยาง 2-4 ปอนด์จากที่ผู้ผลิตกำหนด จะทำให้รถกินน้ำมันน้อยลง
  4. หากเป็นไปได้ควรเลี่ยงเวลารถติดช่วงเช้าและช่วงเย็น
  5. นำสิ่งของที่ไม่จำเป็นออกจากรถเพื่อลดน้ำหนักให้มากที่สุด

     หากสรุปง่ายๆ ก็คือ ไม่ว่าจะเติมน้ำมันเต็มถังหรือครึ่งถังก็ตามสะดวก (และสภาพคล่องในกระเป๋า) แต่การเปลี่ยนพฤติกรรมการขับรถต่างหากที่จะช่วยประหยัดน้ำมันได้จริง

 

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com

.

.

.

.

_____________________________________

เราคือตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ

เทอร์โบแท้

IHI TURBO 🇯🇵

GARRETT 🇺🇸

MITSUBISHI TURBOCHARGER 🇯🇵

ซื้อกับเราได้สินค้าแท้100%

คุ้มค่ากว่า ใช้งานได้ในระยะยาว

สบายใจกว่า เทอร์โบแท้รับประกันสินค้ายาวนาน

บริการหลังการขายที่ยอดเยี่ยม

โดยทีมงานมืออาชีพ ผู้มีประสบการณ์มากกว่า 24 ปี”

สั่งอะไหล่กับเรา "ออกใบกำกับภาษี" ได้

พร้อมบริการการดูแลหลังการขายตลอดอายุการใช้งาน

⚙️เข้าชมสินค้าทั้งหมดในเว็บไซต์

คลิก: www.sqdparts.com

⚙️สั่งซื้อทางเพจ

คลิก: m.me/sqdparts

⚙️สั่งซื้อผ่านไลน์

คลิก: https://liff.line.me/1645278921-kWRPP32q/?accountId=sqdparts

คลิกYoutube : https://bit.ly/3IAJstu

คลิกTiktok : https://bit.ly/3bXmLmN

คลิกInstagram : https://bit.ly/3AFxMDx

เขียนโดย sqdparts เมื่อ Thu 22 Feb, 2024
อ่านต่อ

     ปัจจุบันปัญหาการโจรกรรมรถยนต์ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการส่งออกรถยนต์ไปยังประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงการนำไปแยกชิ้นส่วนเพื่อขายเป็นอะไหล่มือสอง ซึ่งปัญหาเหล่านี้ทำเอาเจ้าของรถน้ำตาตกมาแล้วนับไม่ถ้วน เราจึงรวบรวมเอา 4 อันดับรุ่นรถที่ขึ้นชื่อว่าถูกขโมยมากที่สุดมาฝากกัน หากใครมีไว้ครอบครองต้องระวังให้ดี

1. Toyota Fortuner

     โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ เป็นรถอเนกประสงค์ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งแก๊งหัวขโมยจะเน้นไปที่รุ่นขับเคลื่อนสี่ล้อเป็นหลัก เนื่องจากขายได้ราคาดีกว่า ดังนั้นใครที่ครอบครองรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ แต่นำสติ๊กเกอร์ของรุ่นขับเคลื่อนสี่ล้อมาติดไว้ ก็ถือเป็นการเพิ่มโอกาสเสี่ยงถูกขโมยได้เช่นกัน

2. Toyota Hilux Revo

     โตโยต้า ไฮลักซ์ รีโว่ ถือเป็นรถกระบะยอดนิยมทั่วโลกเลยก็ว่าได้ จึงไม่แปลกที่รถรุ่นนี้จะถูกขโมยและลักลอบส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้านอยู่บ่อยครั้ง โดยจะถูกเน้นไปที่รุ่นขับเคลื่อนสี่ล้อเช่นเดียวกับรุ่นฟอร์จูนเนอร์ เนื่องจากมีความสมบุกสมบันมากกว่า เหมาะกับใช้งานในพื้นที่ทุรกันดารได้ดีกว่า จึงทำให้เป็นที่หมายปองของแก๊งโจรกรรมรถยนต์นั่นเอง

3. Isuzu D-Max

     กระบะยอดนิยมอย่าง Isuzu D-Max ก็เป็นหนึ่งในรุ่นท็อปฮิตเสี่ยงหายมากที่สุดเช่นกัน โดยไม่ว่าจะเป็นตัวถังแบบ 2 ประตู หรือ 4 ประตู จะเป็นรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ หรือ 4 ล้อ ก็มีความเสี่ยงที่จะถูกขโมยด้วยกันทั้งสิ้น เนื่องจากรถรุ่นนี้เป็นที่นิยมทั้งการนำไปใช้ทั้งคัน และการนำไปแยกอะไหล่ขาย ดังนั้นใครมีรถรุ่นนี้อยู่ต้องระวังให้ดี

4. Toyota Corolla Altis

     นอกจากรถกระบะและพีพีวีที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว Toyota Corolla Altis ก็เป็นรถเก๋งที่มีความเสี่ยงถูกโจรกรรมมากที่สุดเช่นกัน เนื่องจากรถรุ่นนี้มีความต้องการอะไหล่ที่สูงมาก จึงทำให้เป็นที่นิยมในการนำไปแยกชิ้นส่วนเพื่อขายอะไหล่นั่นเอง

 

     ดังนั้น คุณผู้อ่านที่ครอบครองรถยนต์เหล่านี้อยู่ ก็ควรดูแลรักษาให้อยู่ในที่ที่ปลอดภัยเสมอ ทางที่ดีควรมีรั้วรอบขอบชิด จอดไว้ในที่ที่มีแสงสว่างตลอดทั้งคืน รวมถึงการติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันการขโมยต่างๆ ก็จะช่วยป้องกันการสูญหายได้ในระดับหนึ่งครับ

 

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com

.

.

.

.

_____________________________________

เราคือตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ

เทอร์โบแท้

IHI TURBO 🇯🇵

GARRETT 🇺🇸

MITSUBISHI TURBOCHARGER 🇯🇵

ซื้อกับเราได้สินค้าแท้100%

คุ้มค่ากว่า ใช้งานได้ในระยะยาว

สบายใจกว่า เทอร์โบแท้รับประกันสินค้ายาวนาน

บริการหลังการขายที่ยอดเยี่ยม

โดยทีมงานมืออาชีพ ผู้มีประสบการณ์มากกว่า 24 ปี”

สั่งอะไหล่กับเรา "ออกใบกำกับภาษี" ได้

พร้อมบริการการดูแลหลังการขายตลอดอายุการใช้งาน

⚙️เข้าชมสินค้าทั้งหมดในเว็บไซต์

คลิก: www.sqdparts.com

⚙️สั่งซื้อทางเพจ

คลิก: m.me/sqdparts

⚙️สั่งซื้อผ่านไลน์

คลิก: https://liff.line.me/1645278921-kWRPP32q/?accountId=sqdparts

คลิกYoutube : https://bit.ly/3IAJstu

คลิกTiktok : https://bit.ly/3bXmLmN

คลิกInstagram : https://bit.ly/3AFxMDx

เขียนโดย sqdparts เมื่อ Thu 22 Feb, 2024
อ่านต่อ

     อาการรถเร่งไม่ขึ้นอาจเกิดขึ้นได้กับรถทุกคัน โดยเฉพาะรถที่ผ่านการใช้งานมานานหลายปี ประสิทธิภาพของเครื่องยนต์และระบบส่งกำลังอาจลดลง ส่งผลให้เกิดอาการเร่งไม่ออก เครื่องอืด รอบเครื่องยนต์ขึ้นแต่รถกลับไม่ไป โดยเฉพาะรถเกียร์อัตโนมัติที่มีโอกาสพบปัญหาได้มากกว่าเกียร์ธรรมดา บทความนี้ เราจะพาไปรู้จักสาเหตุของอาการเร่งไม่ขึ้นในรถเกียร์ออโต้ จะมีอะไรบ้าง?

 

1. น้ำมันเครื่องเก่าเกินไป

     หากละเลยการเปลี่ยนน้ำมันเครื่องตามระยะที่กำหนด นานๆ เข้าน้ำมันเครื่องจะสูญเสียประสิทธิภาพในการหล่อลื่น ทำให้เครื่องยนต์ทำงานไม่เต็มประสิทธิภาพ แถมยังกินน้ำมันเชื้อเพลิงมากกว่าปกติ ดังนั้น การบำรุงรักษารถยนต์ขั้นพื้นฐานที่สุดก็คือการเปลี่ยนถ่ายมันเครื่องตามระยะที่กำหนดไว้นั่นเอง

 

2. เติมน้ำมันเครื่องมากเกินไป

     การเติมน้ำมันเครื่องเกินกว่าที่ผู้ผลิตระบุไว้ส่งผลร้ายต่อเครื่องยนต์มากกว่าที่คิด เพราะน้ำมันเครื่องจะพยายามหาช่องระบาย เมื่อระบายไม่ได้ก็ทำให้น้ำมันไปโดนข้อเหวี่ยงเพลาหมุนจนเกิดแรงต้าน ทำให้เครื่องยนต์ทำงานหนัก เร่งไม่ดีเหมือนเดิม หากพบว่าอู่เติมน้ำมันเครื่องเกินขีด MAX ควรรีบถ่ายออกให้อยู่ในระดับที่พอดี

 

3. หัวเทียนเสื่อมสภาพ

     แม้ว่าหัวเทียนจะเป็นชิ้นส่วนที่มีราคาเพียงไม่กี่บาท แต่ถือเป็นพระเอกในกระบวนการจุดระเบิดของเครื่องยนต์เบนซินเลยก็ว่าได้ หากรถผ่านการใช้งานมานานเกิน 40,000 กิโลเมตรแต่ยังไม่เคยเปลี่ยนหัวเทียนแล้วล่ะก็ การเปลี่ยนหัวเทียนใหม่จะช่วยให้ประสิทธิภาพของเครื่องยนต์กลับมาสมบูรณ์ดังเดิม ด้วยงบประมาณเพียงหลักสิบหรือหลักร้อยบาทเท่านั้น

 

4. ไส้กรองอากาศอุดตัน

     อากาศเป็นส่วนสำคัญในระบบเผาไหม้ของเครื่องยนต์ หากว่าไส้กรองอากาศมีการอุดตัน จะมีผลทำให้เครื่องยนต์กำลังตก รถเร่งไม่ขึ้นเหมือนเดิม วิธีแก้ปัญหาก็ง่ายแสนง่ายเพียงถอดไส้กรองมาเป่าทำความสะอาด หรือหากสกปรกมากก็ควรเปลี่ยนใหม่ไปเลย ยิ่งถ้าได้ไส้กรองแท้แล้วด้วยล่ะก็ จะช่วยแก้ปัญหารถเร่งไม่ขึ้นได้ไม่น้อยทีเดียว

 

5. คอยล์จุดระเบิดเสื่อม

     หากรถมีอาการสั่น เร่งไม่ขึ้น เหมือนจะดับอยู่ตลอดเวลา ควบคู่ไปกับสัญญาณไฟเอนจิ้นโชว์แล้วล่ะก็ สาเหตุส่วนใหญ่มาจากคอยล์จุดระเบิดตัวใดตัวหนึ่งเสื่อมสภาพ (หากเป็นเครื่องยนต์ 4 สูบ ก็จะมีคอยล์ทั้งหมด 4 ตัว) หากเป็นเช่นนี้ก็จับเปลี่ยนใหม่ได้เลย แนะนำว่าควรเปลี่ยนเป็นของแท้จะดีที่สุด เพราะมีอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่าของเทียบ

 

6. ระบบเกียร์อัตโนมัติมีปัญหา

     ปัญหารถเร่งไม่ขึ้นที่มีสาเหตุมาจากเกียร์อัตโนมัติสามารถสังเกตได้ง่ายๆ เช่น ตอนเช้าเข้าเกียร์แล้วรถไม่ไป ต้องรอจนกว่าเครื่องยนต์จะเริ่มร้อนถึงจะเคลื่อนตัวได้ หรืออาการเกียร์วืด เร่งแล้วรอบพุ่งแต่รถกลับไม่ไป เหมือนทอร์กจับไม่แน่น แบบนี้แสดงว่าเกิดปัญหาเกี่ยวกับระบบเกียร์ ซึ่งวิธีป้องกันคือการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเกียร์ตามกำหนด แต่หากเริ่มพบปัญหาแล้วก็คงต้อง Overhaul หรือยกเกียร์มือสองสภาพดีมาใส่แทน

 

     หากพบว่ารถของคุณเริ่มมีปัญหาเร่งไม่ขึ้นแล้วล่ะก็ ควรนำรถเข้าอู่หรือศูนย์บริการเพื่อเข้ารับการแก้ไขอย่างเหมาะสม จะได้มีรถสภาพดีใช้อย่างสบายใจไปอีกยาวนานครับ

 

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com

.

.

.

.

_____________________________________

เราคือตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ

เทอร์โบแท้

IHI TURBO 🇯🇵

GARRETT 🇺🇸

MITSUBISHI TURBOCHARGER 🇯🇵

ซื้อกับเราได้สินค้าแท้100%

คุ้มค่ากว่า ใช้งานได้ในระยะยาว

สบายใจกว่า เทอร์โบแท้รับประกันสินค้ายาวนาน

บริการหลังการขายที่ยอดเยี่ยม

โดยทีมงานมืออาชีพ ผู้มีประสบการณ์มากกว่า 24 ปี”

สั่งอะไหล่กับเรา "ออกใบกำกับภาษี" ได้

พร้อมบริการการดูแลหลังการขายตลอดอายุการใช้งาน

⚙️เข้าชมสินค้าทั้งหมดในเว็บไซต์

คลิก: www.sqdparts.com

⚙️สั่งซื้อทางเพจ

คลิก: m.me/sqdparts

⚙️สั่งซื้อผ่านไลน์

คลิก: https://liff.line.me/1645278921-kWRPP32q/?accountId=sqdparts

คลิกYoutube : https://bit.ly/3IAJstu

คลิกTiktok : https://bit.ly/3bXmLmN

คลิกInstagram : https://bit.ly/3AFxMDx

เขียนโดย sqdparts เมื่อ Thu 22 Feb, 2024
อ่านต่อ

     คุณผู้ผ่านที่ชอบเปิดเว็บขายรถมือสอง หรือ Marketplace บนเฟซบุ๊กเป็นประจำแล้วล่ะก็ คงสังเกตเห็นว่ารถยนต์มือสองบางคันมีสภาพใหม่ไม่ต่างจากรถป้ายแดง หลายรุ่นยังมีขายป้ายแดงอยู่บนโชว์รูม บางคันวิ่งไปเพียงไม่กี่หมื่นกิโลเมตร ก็ถูกขายเป็นรถมือสองไปเสียแล้ว ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น เรามีคำตอบมาฝากกัน

 

รถใหม่ขนาดไหนก็กลายเป็นรถมือสองได้

     เชื่อว่ามีคนไม่น้อยรู้สึกตะหงิดๆ เมื่อพบเห็นรถมือสองสภาพใหม่กิ๊กอายุเพียง 1-2 ปี แถมยังเป็นรุ่นที่มีขายป้ายแดงอยู่ในโชว์รูม บ้างก็สงสัยว่าเป็นรถผิดกฎหมายหรือไม่ บ้างก็สงสัยว่าเป็นรถที่มีประวัติไม่ดีหรือเปล่า แต่อันที่จริงแล้วต่อให้รถจะใหม่เพียงไหน ก็อาจกลายมาเป็นรถมือสองได้ ซึ่งโดยมากมักเกิดจากสาเหตุดังนี้

 

1. รถถูกยึดโดยไฟแนนซ์

     หากย้อนกลับไปช่วงประมาณ 1-2 ปีที่แล้ว เป็นช่วงที่ทั่วโลกกำลังฟื้นฟูเศรษฐกิจจากพิษโควิด-19 ซึ่งค่ายรถยนต์เองก็ต่างโหมโปรโมชันรถใหม่เพื่อกระตุ้นยอดขายให้กลับมาฟื้นตัว โชว์รูมแต่ละแห่งต่างก็แข่งกันลดแลกแจกแถมเพื่อเรียกยอดขายให้ได้มากที่สุด หลายคนก็อาศัยช่วงเวลานี้เพื่อออกรถคันใหม่มาใช้งาน แต่พอเวลาผ่านไปเริ่มผ่อนไม่ไหว ค้างค่างวดติดต่อกัน 3 เดือน สุดท้ายต้องยอมปล่อยให้ไฟแนนซ์มายึดรถ เสียทั้งเงิน เสียทั้งเครดิต จะไปทำธุรกรรมในอนาคตก็ลำบาก

 

     แหล่งที่มาของรถตามเต๊นท์มือสองส่วนหนึ่งก็มาจากลานประมูลที่นำรถยึดมาขายทอดตลาด ซึ่งปัจจุบันมีรถจำนวนไม่น้อยที่เป็นรถสภาพใหม่ อายุการใช้งานเพียง 1-2 ปี หากคนที่ซื้อไปใช้งานต่อไม่ได้คิดอะไรมาก ก็สามารถเป็นเจ้าของรถสภาพใหม่ชนโชว์รูมในราคาที่ถูกกว่าราว 20-30% ขึ้นอยู่กับสภาพและยี่ห้อ

 

2. เจ้าของเดิมผ่อนต่อไม่ไหว

     หากเจ้าของคนไหนไหวตัวทัน รู้ว่าสภาพคล่องทางการเงินเริ่มมีปัญหา เลยตัดสินใจชิงขายรถเสียก่อนที่ไฟแนนซ์จะมายึด ซึ่งช่องทางที่สามารถขายรถได้ไวที่สุดก็คือเต๊นท์มือสอง เพราะมีเงินทุนพร้อมปิดบัญชีให้แก่คนขายได้เลยทันที เป็นอีกหนึ่งสาเหตุว่าทำไมเราจึงพบเห็นรถใหม่สภาพเนี๊ยบผันกลายมาเป็นรถมือสองจำนวนไม่น้อยทีเดียว

 

3. รถหมดสัญญา

     ในบรรดารถมือสองอายุน้อยทั้งหลาย ส่วนหนึ่งเป็นรถที่หมดสัญญาเช่า ซึ่งโดยทั่วไปแล้วรถเหล่านี้จะถูกจดทะเบียนในนามนิติบุคคล อาจจะเป็นบริษัทเช่ารถ หรือเป็นบริษัทที่ใช้งานรถคันนั้นด้วยตัวเองก็ได้ ซึ่งรถประเภทนี้มักจะถูกใช้เป็นรถผู้บริหาร รถเซลส์ รถส่งสินค้า ฯลฯ เมื่อสัญญาสิ้นสุดลงก็จะถูกปล่อยขายเป็นรถมือสองนั่นเอง

 

     แต่อย่างไรก็ดี การเลือกรถมือสองจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเลือกรถที่อยู่ในสภาพดี ไม่ผ่านการชนหนัก จมน้ำ พลิกคว่ำ และมีการบำรุงรักษาที่ดีเสมอแม้ว่าจะเป็นรถที่ผ่านการใช้งานเพียงไม่กี่ปีก็ตาม จะได้ไม่มีปัญหาจุกจิกกวนใจในภายหลังครับ

 

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com

.

.

.

.

_____________________________________

เราคือตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ

เทอร์โบแท้

IHI TURBO 🇯🇵

GARRETT 🇺🇸

MITSUBISHI TURBOCHARGER 🇯🇵

ซื้อกับเราได้สินค้าแท้100%

คุ้มค่ากว่า ใช้งานได้ในระยะยาว

สบายใจกว่า เทอร์โบแท้รับประกันสินค้ายาวนาน

บริการหลังการขายที่ยอดเยี่ยม

โดยทีมงานมืออาชีพ ผู้มีประสบการณ์มากกว่า 24 ปี”

สั่งอะไหล่กับเรา "ออกใบกำกับภาษี" ได้

พร้อมบริการการดูแลหลังการขายตลอดอายุการใช้งาน

⚙️เข้าชมสินค้าทั้งหมดในเว็บไซต์

คลิก: www.sqdparts.com

⚙️สั่งซื้อทางเพจ

คลิก: m.me/sqdparts

⚙️สั่งซื้อผ่านไลน์

คลิก: https://liff.line.me/1645278921-kWRPP32q/?accountId=sqdparts

คลิกYoutube : https://bit.ly/3IAJstu

คลิกTiktok : https://bit.ly/3bXmLmN

คลิกInstagram : https://bit.ly/3AFxMDx

เขียนโดย sqdparts เมื่อ Thu 22 Feb, 2024
อ่านต่อ

     ว่าด้วยเรื่องของปัญหาในการขับรถ ระหว่างที่คุณผู้หญิงมีภาวะตั้งครรภ์ ควร หรือไม่ควรขับรถยนต์ / รถมอเตอร์ไซค์? ถูก หรือ ผิด? วันนี้เราจะมาพูดคุยกัน...

 

ผู้หญิงตั้งครรภ์ขับรถได้หรือไม่?

     ต้องประสบพบเจอเป็นแน่สำหรับผู้หญิงทุกคน ซึ่งมีหลายคนสงสัยว่าเมื่อเข้าสู่สภาวะช่วงตั้งครรภ์ สามารถขับรถได้หรือไม่? วันนี้เลดี้มีคำตอบมาให้ จริงๆ แล้วสำหรับผู้หญิงที่ตั้งครรภ์เรื่องแรกที่ควรให้ความสำคัญก็คือเรื่องของความปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็นตัวของคุณแม่เองหรือลูกน้อยที่อยู่ในครรภ์ก็ตาม ซึ่งกิจวัตรประจำวันบางกรณีที่เคยทำนั้นอาจจะทำไม่ได้ หรือไม่ควรทำ ดังนั้นจึงต้องปรับเปลี่ยนเพื่อความเหมาะสม หนึ่งในนั้นคือเรื่องของการขับขี่ รถยนต์ / รถมอเตอร์ไซค์ ด้วยเช่นเดียวกัน  

     จากความเห็นส่วนตัวแล้วหากเลี่ยงได้ คนที่ตั้งครรภ์นั้นควรที่จะเลี่ยงถึงจะเป็นการดีที่สุด เพราะการขับบนท้องถนนนั้นอาจทำให้เกิดความเครียดซึ่งมีผลกระทบกับลูกน้อยในครรภ์แน่นอน และอาจเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุได้ด้วยเช่นกัน แต่หากมีความจำเป็นจริงๆ ที่จะต้องขับรถด้วยตัวเอง วันนี้เลดี้นำเอาเกร็ดความรู้เล็กๆ เพื่อใช้ในการขับรถอย่างมีสติ และปลอดภัยในขณะที่ตั้งครรภ์อยู่ 

  • ปรับท่านั่งให้ถูกต้อง เนื่องด้วยสรีระของคนท้องแตกต่างจากคนทั่วไป ดังนั้นอย่าลืมปรับท่านั่งให้เหมาะสม ด้วยการปรับเบาะให้ห่างจากพวงมาลัยกว่าระดับปกติประมาณ 10 ซม. รวมถึงปรับเบาะให้เอนลงเล็กน้อย นอกจากนี้อย่าลืมปรับพวงมาลัยให้สูงขึ้นด้วย เพื่อป้องกันระบบ Air Bag กระแทกโดนครรภ์ในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ
  • คาดเข็มขัดนิรภัยทุกครั้ง ซึ่งสำหรับข้อนี้เรียกได้ว่าเป็นสิ่งที่ทุกคนควรทำอยู่แล้ว แต่ยิ่งอยู่ระหว่างการตั้งครรภ์ยิ่งต้องให้ความสำคัญ ควรคาดเข็มขัดนิรภัยทุกครั้งที่ขับรถ ไม่ว่าจะขับระยะทางสั้น ยาว แค่ไหนก็ต้องไม่ประมาท
  • ติดเบาะรองนั่ง / รองหลัง โดยปกติแล้วคนท้องมักจะมีอาการปวดเอวและปวดหลังง่ายกว่าปกติอยู่แล้ว ยิ่งต้องนั่งขับรถก็ยิ่งเกิดอาการปวดตามมา ดังนั้นอย่าลืมดูแลตัวเองเพื่อให้ขับรถได้สบายตัวขึ้น จะได้ไม่เกิดภาวะเครียดตามมา ซึ่งถ้าได้เบาะรองนั่งและรองหลังที่ออกแบบมาสำหรับรองรับสรีระของคนท้องได้ยิ่งดี

     ถึงอย่างไรก็ตาม หากอายุของครรถ์ยังอยู่ในช่วงของ 3 เดือนแรก ซึ่งเป็นช่วงที่ต้องระมัดระวังมากที่สุด ควรเลี่ยงการขับรถโดยเด็ดขาด เพราะช่วงนี้เป็นช่วงที่คุณแม่เริ่มแพ้ท้อง อาจเกิดอาการคลื่นไส้ เวียนหัว อาเจียน อ่อนเพลีย หรือง่วงนอนกระทันหันจนทำให้เสี่ยงเกิดอุบัติเหตุได้ หลังจากนั้นเมื่อเข้าสู่ช่วงก่อนคลอดหรือเมื่อมีอายุครรภ์ประมาณ 7-9 เดือน ช่วงนี้ก็เป็นอีกช่วงที่ควรงดการขับรถด้วยตัวเอง เพราะครรภ์ของคุณแม่จะใหญ่มากจนทำให้เป็นอุปสรรคในการขับรถ อีกทั้งยังเป็นช่วงที่คุณแม่ควรระมัดระวังตัวเองเพื่อเตรียมคลอดด้วย จึงไม่ควรขับรถไปไหนมาไหนด้วยตัวเอง เพื่อความปลอดภัยของลูกน้อย

    เลดี้มีข้อกฎหมายตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานมาฝากคุณแม่ที่เป็นมนุษย์เงินเดือน ซึ่งระบุข้อความไว้ว่า "ประเภทงานที่คุณแม่ที่ตั้งครรภ์ห้ามทำคือ งานประเภทแบกหาม หรือเข็นของหนักเกิน 15 กิโลกรัม งานที่ทำในเรือ งานขับเคลื่อนที่ติดไปตามยานพาหนะ และงานเกี่ยวกับเครื่องจักร เป็นต้น"

 

ข้อมูลจาก : พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 39, 39/1, 41, 42,43, 59, 144 (1) (3) วรรคสอง พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 67

 

ขอบคุณข้อมูลจาก Autospinn.com

.

.

.

.

_____________________________________

เราคือตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ

เทอร์โบแท้

IHI TURBO 🇯🇵

GARRETT 🇺🇸

MITSUBISHI TURBOCHARGER 🇯🇵

ซื้อกับเราได้สินค้าแท้100%

คุ้มค่ากว่า ใช้งานได้ในระยะยาว

สบายใจกว่า เทอร์โบแท้รับประกันสินค้ายาวนาน

บริการหลังการขายที่ยอดเยี่ยม

โดยทีมงานมืออาชีพ ผู้มีประสบการณ์มากกว่า 24 ปี”

สั่งอะไหล่กับเรา "ออกใบกำกับภาษี" ได้

พร้อมบริการการดูแลหลังการขายตลอดอายุการใช้งาน

⚙️เข้าชมสินค้าทั้งหมดในเว็บไซต์

คลิก: www.sqdparts.com

⚙️สั่งซื้อทางเพจ

คลิก: m.me/sqdparts

⚙️สั่งซื้อผ่านไลน์

คลิก: https://liff.line.me/1645278921-kWRPP32q/?accountId=sqdparts

คลิกYoutube : https://bit.ly/3IAJstu

คลิกTiktok : https://bit.ly/3bXmLmN

คลิกInstagram : https://bit.ly/3AFxMDx

เขียนโดย sqdparts เมื่อ Sat 17 Feb, 2024
อ่านต่อ
แสดง รายการ
ร้านค้าออนไลน์ และ ขายของออนไลน์ โดย © 2006-2024 Vevo Systems Co., Ltd.